อนุรักษ์พระไทย [Powered by Weloveshopping.com.com]
  http://www.pra-amulet.com  
     
  ค้นหา :
   Live Support    Calculator  แจ้งการชำระเงิน    รถเข็น:0  
สถิติของร้าน
เปิดร้าน
07/02/2009
ปรับปรุง
06/11/2017
ผู้ชมทั้งหมด 1,141,374
สินค้าทั้งหมด
1,561

 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ประมูลสินค้า
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

หลวงพ่อทันใจ (1)
พระขุนแผน (84)
หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ (111)
ครูบากฤษณะ อินฺทวณฺโณ อาศรมสถานสวนพฤษศาสตร์ (143)
หลวงปู่เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว (43)
หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ วัดเพชรบุรี (161)
หลวงปู่คีย์ กิติญาโณ วัดศรีลำยอง (365)
หลวงปู่อั๊บ เขมจาโร วัดท้องไทร (60)
หลวงพ่อทอง สุทฺธสีโล (47)
หลวงพ่อเมียน กลฺยาโณ วัดบ้านจะเนียง (57)
หลวงปู่ฤทธิ์ รตุนโชโต วัดชลประทานราชดำริ (46)
หลวงปู่เหลือ ปาลิโต วัดท่าไม้เหนือ (25)
หลวงพ่อไสว หิริสัมปันโน วัดปราสาทพนมรุ้ง (37)
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์  (15)
หลวงพ่อแสง ขนุติสาโร (12)
พระเครื่องรวม (9)
พระบูชา (122)
พระพิฆเนศวร (พระพิฆเฌศวร) (183)
พระเครื่องแนะนำ  (27)
บทความ
ประวัติพระพุทธรูปไทย
ประวัติพระสงฆ์ไทย
พระพุทธรูปไทยตามสมัย
ประวัติหลวงปู่หงษ์
ประวิติหลวงปู่ฤทธิ์
ประวิติหลวงปู่เหลือ
ประวัติหลวงปู่ชื่น
พระพิฆเนศวร
     บทความน่าสนใจ
  หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
   รายละเอียด  

หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ วัดบางพระ

 

ประวัติพระอุดมประชานาถ (หลวงพ่อเปิ่น ฐิตคุโณ) วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม    

 

                เพชรน้ำหนึ่งแห่งลุ่มน้ำนครชัยศรี วัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี  จังหวัดนครปฐม

                ปัจจุบันหากได้มีโอกาสเข้ากราบพระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จะเห็นได้ว่าองค์หลวงพ่อนั้น  มีความอิ่มบุญ  อิ่มกุศล  ดูดวงหน้าท่านนั้นมีแต่ความสงบ  มีแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส

แต่กว่าที่ท่านหลวงพ่อเปิ่น  จะสร้างสมบุญบารมีถึงชั้นนี้นั้น  องค์ท่านมีประวัติที่มาพิสดารพอประมาณ ซึ่งเป็นการต่อสู้ดิ้นรนในการศึกษาหาวิชาความรู้ที่ตัวเองต้องค้นหามาตลอดในการเรียนรู้แต่ละครั้ง  แต่ละอาจารย์ถึงจุด ๆหนึ่ง  หลวงพ่อเปิ่นถึงกับกล่าวว่า  

                “ในตอนแรก ๆ นั้น อาตมาคิดว่าได้เรียนวิชาเอกไว้มากมายแล้ว  และได้เรียนรู้ในข้อธรรมทั้งหลาย ลึกซึ้งดีแล้ว  แต่ที่ไหนได้พอได้พบได้สนทนากับผู้ที่มีความรู้และภูมิธรรมสูงกว่า  และเป็นผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ  ดำริตนให้พ้นจากอาสาวะกิเลสทั้งปวงแล้วนั้นทำให้อาตมารู้สึกว่า  อาตมาเองเหมือนกบอยู่ในกะลาครอบจะต้องเรียนรู้จะต้องศึกษาอีกมากมาย  และยังต้องบำเพ็ญเพียรทางจิตอีกมากจึงจะเทียบเท่าท่านผู้รู้เหล่านั้นได้ เพราะขณะนั้นอาตมายังไม่ได้ปฏิบัติตน  ไม่เคยเห็นโลกกว้างเหมือนผู้รู้ผู้แสวงหา  ไม่ได้ถึงธรรมอย่างแท้จริง  และปฏิบัติกันอยู่แค่วิชาความรู้ทางไสยศาสตร์เพียงอย่างเดียว  ไม่อาจนำพาตัวเองรอดจากเวียนว่ายตายเกิดได้เลยต้องศึกษาปฏิบัติควบคู่กันไปเป็นพลัง

                เสริมความมั่นคง  อันก่อให้เกิดความกาวหน้าทางจิต  จนกระทั่งได้พบกับแสงสว่างทางธรรมอันสมควรอีกด้วย  และถ้าหากอาตมาไม่แสวงหาวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินแล้วก็จะอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ก้าวหน้าต่อไปวิชาก็ไม่แน่นพอ  ไม่ได้เห็นแสงสว่างของทางธรรม และยังไม่ได้เข้าถึงคุณวิชาที่เข้าศึกษาจึงจำเป็นต้องไปเพื่อกาลข้างหน้าจะได้เป็นผู้รู้ได้บ้าง  แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่บุญกุศลเถิดว่าจะสนองตอบเราได้เพียงไหน”

นั้นเป็นคำกล่าวขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  เมื่อท่านได้พบกับหลวงพ่อโอภาสี (มหาชวน) ท่านจึงทราบว่าท่านอยู่ในฐานะเพียงไหน จึงต้องออกธุดงค์ต่อไปเพื่อหาความวิเวกศึกษาปฎิบัติ  นี่เป็นเพียงจุดเดียวเท่านั้นในชีวิตขององค์พระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่น  ซึ่งมีอยู่มากมายในเรื่องของความพิสดารแห่งการศึกษาหาความรู้  เรามาทราบถึงชาติองค์ท่านก่อน…

                องค์หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ  เป็นชาวนครชัยศรี จ.นครปฐม โดยกำเนิด บิดาท่านมีนามว่า “นายฟัก” มารดามีนามว่า”นางยวง” อยู่ในตระกูล “พู่ระหง”

                ครอบครัวขององค์หลวงพ่อเปิ่นมีอาชีพทำนาอันเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในแถบนั้น  องค์หลวงพ่อเปิ่น  ถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย์  ขึ้นหนึ่งค่ำ (๑) เดือนเก้า (๙)  ครั้งนั้นในแถบถิ่นเมืองนครชัยศรี  ได้มีทารกน้อยมาจุติ  ซึ่งมากล้นด้วยบุญญาธิการ  ด้วยลักษณะที่ผิวพรรณผ่องใส ก็ ผิดไปจากพี่น้องซึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมดเวลานั้น  คือมีพี่ทั้งหญิงและชาย    คน  หลวงพ่อเป็นคนที่เก้า  และต่อมาองค์หลวงพ่อจึงมีน้องที่เป็นหญิงเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

 

วัยเด็ก

                ชีวิตปฐมวัยขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  นับว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างเป็นที่สุดที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าในสมัยนั้นแถบถิ่นลุมน้ำนครชัยศรีอุดมไปด้วยวิชาอาคม  อาจเนื่องด้วยไกลปืนเที่ยงในตอนนั้นการเรียนรู้วิชาอาคมเอาไว้เพื่อป้องกันตัวจึงถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ชายทุกคนจักพึงมี หลวงพ่อเปิ่น  องค์ท่านสนใจในเรื่องไสยศาสตร์มาตั่งแต่สมัยเด็ก  อาศัยว่าครอบครัวของท่านอยู่ใกล้กับวัดบางพระ ซึ่งในสมัยนั้นมีองค์พระคุณเจ้าที่จำพรรษา (รวมทั้งพี่ชายหลวงพ่อด้วย) ณ วัดบางพระ  เก่งกาจในสายไสยศาสตร์มากหลายองค์เด็กชายเปิ่นจึงเข้าออกเพราะความอยากรู้อยากใฝ่หาในวิชาอยู่กับวัดบางพระเป็นประจำ

                ครั้นต่อมาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินที่จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านทุ่งคอก อำเภอสองพี่น้อง ที่สุพรรณบุรีนี่เองที่เด็กชายเปิ่นได้ฉายเป็นนักเลงจริง  เป็นคนจริงให้เห็น  เพราะการอยู่ในดงนักเลงที่เป็นคนจริง  จะต้องเป็นคนจริงไปด้วยโดยปริยาย

                เมื่อถึงจุดนี้ผู้ชายไทยใจนักเลงทุกคนจึงต้องหาอาจารย์ศึกษาทางด้านไสยเวทย์ เพื่อเอา ไว้ป้องกันตัวเองบ้าง เป็นการเสริมสร้างบารมีให้แก่ตนเอง เด็กชายเปิ่นจึงต้องขวนขวายหาครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทวิชาอาคมศึกษาหาวิชามาไว้ป้องกันตัวเองได้เวทมนตร์คาถาเอามาท่องจำ เป็นอย่างนี้อยู่ตลอด

                จนกระทั่งได้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ขององค์ท่านหลวงพ่อแดงแห่งวัดทุ่งคอก  อ.สองพี่น้อง  จ.สุพรรณบุรี  ศิษย์เอกของท่านหลวงพ่อโหน่ง  วัดคลองมะดัน  องค์พระคุณเจ้าที่เก่งพร้อมทุกด้าน  โดยเฉพาะเก่งกล้าเป็นอย่างมากทางด้านกัมมัฎฐานและไสยเวทย์  นี่เองคือจุดเริ่มความเก่งกาจของ  เด็กชายเปิ่นจนถึงนายเปิ่นในกาลเวลาต่อมา

                หลวงพ่อแดง   วัดทุ่งคอก  องค์เสมือนจะทราบว่าเด็กชายเปิ่นคนนี้มีแววแห่งผู้ขมังเวทอย่างแน่นอน  อีกทั้งจิตใจ  อันใสบริสุทธิ์สะอาด  ผนวกกับเป็นคนจริงท่านจึงได้ถ่ายทอดในสายวิชาของท่านพร้อมวิชา ไสยเวทย์ต่าง ๆ ให้กับเด็กชายเปิ่น

                ด้วยความจำ  ด้วยความที่ตนใฝ่หาทางนี้โดยตรง  ความรู้ที่พระอาจารย์หลวงพ่อแดงมอบให้จึงตกอยู่ที่เด็กชายเปิ่นอย่างมากมาย  ที่สำคัญในช่วงนั้นนั่นเองที่เด็กชายเปิ่นจนเติบโตเป็นนายเปิ่นได้มีความอยากรู้  อยากเรียน  อยากทราบในสายพระเวทย์เหมือนองค์หลวงพ่อเปิ่น  จึงเป็นที่ถูกคอกันยิ่งนัก  ซึ่งต่อมาเพื่อนคนนี้ได้อุปสมบทเหมือนกัน  มีนามว่าหลวงพ่อจำปา (ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) เจ้าอาวาสวัดประดู่  เขตตลิ่งชัน  กรุงเทพ ฯ ซึ่งมีลูกศิษย์  ลูกหามากมาย

                หลวงพ่อเปิ่นศึกษาวิชากับหลวงพ่อแดง  วัดทุ่งคอกอยู่จนถึงเวลาที่ครอบครัวย้ายถิ่นฐานกลับสู่บางแก้วฟ้า จังหวัดนครปฐม  อีกครั้ง  ซึ่งตรงกับอายุครบเกณฑ์ทหารพอดี  ในสมัยนั้นการเกณฑ์ทหารแบ่งเป็น 2 อย่าง  คือ  ทหารประจำการ กับ ทหารโยธา สมัยนี้นี่เองที่นายเปิ่นได้รับการถ่ายทอด  วิชาสักยันต์  อันเกรียงไกร โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อหิ่ม  อินฺทโชโต  เจ้าอาวาสวัดบางพระ  แน่นอนที่สุดนี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตขององค์หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ  เพราะวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดมาล้วนเป็นวิชาที่สุดยอดทั้งสิ้น  หากมองย้อนกันกลับไป

                พระอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต  เจ้าอาวาสวัดบางพระในเวลานั้น  หากเทียบกันในเรื่องไสยเวทย์คาถา  จัดได้ว่าเป็นหนึ่งเป็นจิตจริงอันแน่วแน่  เพียงแต่องค์ท่านไม่ออกสู่สนามลองพระเวทย์สักเท่าใด  อีกทั้งเรื่องยาสมุนไพรรักษาโรคก็นับว่าเป็นหนึ่งเหมือนกัน  ถือว่าเป็นวิชาพระคาถาอาคมที่ได้รับการสืบทอดความลึกลับกันมาตั้งแต่โบราณกาล  ขณะนั้นนายเปิ่นได้เข้ารับใช้หลวงพ่อหิ่ม  เพื่อความอยากเรียนในด้านไสยเวทย์จากองค์ท่านหลวงพ่อหิ่มนั่นเอง  ซึ่งก็ได้รับความเมตตาเป็นอย่างดีจากท่านหลวงพ่อหิ่ม

                สายวิชาพระเวทย์ลึกลับตั้งแต่โบราณกาลจากองค์หลวงพ่อหิ่ม  จึงถูกถ่ายทอดให้กับนายเปิ่นทั้งหมด

 

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

                เป็นเพราะในช่วงที่หนุ่มแน่น  นายเปิ่นเข้าออกวัดบางพระเกือบทุกเวลาจึงใกล้ชิดกับวัด

อย่างดีที่สุด  จนเมื่อถึงเวลาหนึ่ง  ซึ่งนายเปิ่นคิดไปว่า  ต้องบวชเรียนเพื่อศึกษาในสายวิชาอย่างจริงจัง  เมื่อมาถึงในขั้นตอนที่ต้องใช้จิตใจในส่วนของความสงบ  นึกดังนั้นจึงขออนุญาตพ่อแม่ว่าอยากบวชเรียน  ซึ่งทั้งสองคนต่างดีใจเป็นอย่างมาก  ยินดีให้นายเปิ่น


เข้าสู่บวรพุทธศาสนา

                วันที่  ๒๓  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๙๑  นายเปิ่นเข้าบรรพชาอุปสมบท    พัทธสีมา  วัดบางพระ  ต.บางแก้วฟ้า  อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม  โดยมี
                พระอธิการหิ่ม  อินฺทโชโต   เป็นพระอุปัชฌาย์
                พระอาจารย์อยู่  ปทุมรัตน์    เป็นพระกรรมวาจาจารย์
                พระอาจารย์เปลี่ยน  จิตฺตธมฺโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

                เมื่อได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์  หลวงพ่อเปิ่น  จึงเริ่มศึกษาเล่าเรียนในพระธรร วินัย สิกขาบท  ตามภาระหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์  ที่สำคัญคือการศึกษาเล่าเรียนทางด้านวิชาอาคม  จากตำรับตำราโบราณที่พระอาจารย์หลวงปู่หิ่ม  สอนให้อย่างตั้งอกตั้งใจ  นอกจากท่องบ่นพระเวทย์ – มนตร์คาถาอาคมแล้ว  หลวงพ่อเปิ่นยังได้รับการถ่ายทอดในสายอักขระโบราณเป็นรูปแบบของยันต์ต่าง ๆ  การลงอาคมตามทางเดินของสายพระเวทย์จนเป็นที่ชำนาญ  กล่าวกันว่าอักษร อักขระ ที่หลวงพ่อเปิ่นลงหรือเขียนนั้นสวยงาม  มีเสน่ห์เป็นยิ่งนัก

ในช่วงเวลา    ปีกว่า ๆ  ที่หลวงพ่อเปิ่นศึกษาวิชาต่าง ๆ จากพระอาจารย์หลวงปู่หิ่ม  อินฺทโชโต  และอยู่ปรนนิบัติพระอาจารย์จนถึงกาลที่พระอาจารย์หลวงปู่หิ่มละสังขาร มรณภาพ  ซึ่งนับเป็นศิษย์องค์สุดท้ายที่ได้อยู่ปรนนิบัติหลวงปู่หิ่ม  อินฺทโชโต  หลังจากที่พระอาจารย์มรณภาพ  หลวงพ่อเปิ่นจึงได้ออกจาริกปฏิบัติธรรม  แสวงหาสัจจธรรม  และในจุดประสงค์ลึก ๆ ของหลวงพ่อเปิ่นนั้นต้องการแสวงหาพระอาจารย์เพื่อศึกษาพระเวทย์

                ในช่วงนั้นมีพระอาจารย์องค์หนึ่ง  โด่งดังมากในเรื่อง "เตโชกสิณ" นั่นคือ  องค์หลวงพ่อโอภาสี  จำพรรษาอยู่ที่วัดรังษี  (เดิมอยู่ติดกับวัดบวรนิเวศน์  ต่อมาจึงยุบไปรวมกับวัดบวรนิเวศน์) หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ  จึงเข้าไปฝากตัวศิษย์หลวงพ่อโอภาสี  ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีปฏิปทาแปลนาเลื่อมใส  ในครั้งนั้นหลวงพ่อเปิ่นเข้าศึกษากับพระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสีเป็นเวลาเกือบปี  จึงกราบลาพระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสี  เพื่อออกธุดงค์ต่อไป  ตามแนวของพระอาจารย์

                หลวงพ่อเปิ่นเคยปรารภให้ศิษย์ฟังว่า"อาตมาเรียนด้วย  ปรนนิบัติท่านโอภาสีไปด้วย  คงเป็นเพราะบุญบารมีของอาตมาที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนก็ว่าได้  จึงได้มีโอกาสศึกษากับท่านโอภาสี  สำคัญมาก ๆ  จริง ๆ และถ้าหากอาตมาไม่แสวงหาวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดินแล้วก็จะอยู่เพียงแค่นี้ไม่ก้าวหน้าต่อไป  วิชาก็ไม่แน่นพอ  ไม่ได้เห็นแสงสว่างของธรรมและยังไม่ได้เข้าถึงคุณวิชาความที่ต้องศึกษาจึงจำเป็นต้องไปเพื่อกาลข้างหน้าจะได้เป็นผู้รู้บ้าง  แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่บุญกุศลเถิดว่าจะสนองตอบเราได้เพียงใด"ทราบกันเพียงว่าหลังจากองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเข้ารับการถ่ายทอดในสายวิชาของหลวงพ่อโอภาสีแล้วทำให้หลวงพ่อเปิ่นท่านทราบได้ถึงสายวิชาที่มีอยู่อย่างมากในภพหล้าของเมืองไทยอีกทั้งได้รับการชี้แนะ จากองค์ท่านหลวงพ่อโอภาสีถึงองค์พระภิกษุสงฆ์เจ้าที่เก่งในด้านวิชา  ตามเส้นทางที่องค์ท่านหลวงพ่อโอภาสีท่านเคยจาริกแสวงมาหลังจากที่กราบลาองค์พระอาจารย์หลวงพ่อโอภาสี  หลวงพ่อเปิ่นจึงออกธุดงค์มุ่งสู่ป่าเขาลำเนาไพรอีกครั้ง   โดยมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี  อันเป็นแหล่งใหญ่ของการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาซึ่งป่าแถบเมืองกาญจนบุรี  มีพร้อมสำหรับผู้แสวงหาสัจธรรมและความวิเวก  อีกทั้งองค์พระคุณเจ้าที่เก่งและเสาะหาในสายวิชาต่างมุ่งตรงสู่ป่าเขาในจังหวัดกาญจนบุรีกันเป็นส่วนมาก  จึงเป็นโอกาสดีของการรับรู้และแลกเปลี่ยนในสายวิชาซึ่งกันและกัน

                ช่วงนี้นี่เองที่ชีวประวัติองค์หลวงพ่อเปิ่น  ได้หายไปจากเมือง ทราบเพียงว่าองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ท่านออกจาริกข้ามขุนเขาตะนาวศรี  เข้าสู่เมืองมะริดของประเทศพม่าเข้าสู่บ้องตี้เซซาโว่  เกริงกาเวีย  า(พ.ศ.  ๒๔๙๖ - ๒๕๐๔ )  ซึ่งป่าแถบนั้นเป็นป่า  ที่ซ่อนอาถรรพ์ลี้ลับนานาประการเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นอันตรายจากสัตว์อันตรายจากสิ่งลี้ลับ  มนต์ดำแห่งป่า  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเกิดความกลัวแต่อย่างใด  กลับตรงกันข้ามท่านกลับมุ่งใจพุ่งองค์เองเข้าสู่แดนอาถรรพณ์มหันภัยแห่งนี้

                แน่หละนละ  หากในสายวิชาไม่แข็ง  หรือจิตไม่เพียบพร้อม    ป่านี้นี่เองที่องค์ธุดงค์วัตรหายไปอย่างลึกลับ  มีมาแล้วจะเป็นด้วยไข้ป่า  ผีป่า  นางไม้  วิญญาณร้ายต่าง ๆ  ที่สำคัญคือสัตว์ร้ายนานาชนิดที่มีอยู่อย่างมาก  โดยเฉพาะ"เสือสมิง"ที่นี่มีตำนานที่เล่ากันมาตั้งแต่บรรกาลในส่วนของเสื่อร้ายที่สามารถกลับกลายแปลงร่างเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ที่ศึกษาวิชาทางด้านนี้  จนสามารถกลับกลายร่างตนเองเป็นเสือสมิงไป  และไม่ได้กลับร่างมาเป็นคนอีกเป็นเรื่องจริง  ในสายวิชาเร้นลับวิชาหนึ่งในส่วนองค์หลวงพ่อเปิ่น  ท่านไม่ได้ประหวั่นพรั่นพรึงในส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย  จะเป็นด้วยเพื่อทดลองสายวิชาที่ได้เล่าเรียนมาหนึ่ง  หรือเป็นด้วยองค์ท่านตัดทางจิตแล้วที่จะอุทิศตนเพื่อพระศาสนา  ดังนั้นจิตอันสงบ  จึงทำให้ไม่กลัวอะไรแม้แต่น้อยช่วงนี้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นประวัติเงียบหายไปอย่างสนิทมีเพียงคำบอกเล่าของชาวบ้านว่าเจอองค์ท่านบ้าง  ชาวเขา  ชาวป่า  พวกกระเหรี่ยง  บอกว่าเจอองค์ท่านและองค์ท่านได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ชาวป่า  ชาวเขามาแล้งบ้างเป็นดังนี้

                กระทั่งปลาย  พ.ศ.  ๒๕๐๔ บ่ายแก่ของวันหนึ่ง  พระธุดงค์วัยกลางคนมาปักกลดอยู่ชายป่าใกล้กับวัด  ทุ่งนางหลอก  อ.ลาดหญ้า  จ.กาญจนบุรี

                ที่นี่นี้เององค์พระธุดงค์องค์นี้ได้สร้างศรัทธาให้แก่ชาวบ้านอย่างมากมาย  ทั้งปฏิปทาที่เคร่ง  ทั้งสายวิชาสานยาสมุนไพรช่วยเหลือชาวบ้าน  ยิ่งเข้ากราบยิ่งเป็นที่กล่าวขาน  เกิดเป็นศรัทธาอันสูงสุดของชาวบ้านที่พุ่งตรงสู่พระคุณเจ้ารูปนี้"หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ "  คือองค์ธุดงค์องค์นั้นประจวบกับวัดทุ่งนางหลอกซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมมาก  ไม่มีเจ้าอาวาสมีเพียงพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่สองสามรูป   จนจะกลายเป็นวัดร้างอยู่แล้ว  ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าผู้ที่จะช่วยพัฒนาวัดทุ่งนาวัดนางหลอกให้กลับมาคืนมาอีกครั้ง   คือองค์พระธุดงค์องค์นี้  จึงได้พร้อมกันนิมนต์องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นให้ท่านช่วยพัฒนาเสนาะต่าง ๆ  ให้ดีขึ้นเหมือนเดิมและให้องค์ท่านอยู่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน  เป็นที่พึ่งพาอาศัยของพวกเขาต่อไปหลวงพ่อเปิ่นรับนิมนต์เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก  องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ใช้ความรู้ความสามารถขององค์ท่านทุกวิถีทาง  เพื่อให้เกิดประโยชน์กับแถบถิ่น  เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ  พระคาถาอาคมต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านเท่าที่จำเป็นเพียงระยะเวลาไม่นานที่องค์พระคุณเจ้าหลวงพ่อเปิ่นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก   การพัฒนาวัดรุดหน้าไปมาก  เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างแปลกหูแปลกตา   ทำให้ชื่อเสียงองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นเป็นที่รู้จักและเริ่มกระจายออกไปกว้างขึ้น ๆ จากคำบอกเล่าปากต่อปาก  ประจวบกับองค์ท่านมีจริยาวัตรอันงดงาม  มีวิชาแพทย์แผนโบราณ   รวมทั้งมีวิชาอาคมที่เป็นเลิศ   เพียงไม่ถึง 2 ปี  ที่องค์ท่านจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งนางหลอก  จ.กาญจนบุรี  วัดนี้เจริญขึ้นพอสมควร   องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  จึงออกจาริกต่อไป   นำพาซึ่งความอาลัยเสียดายแก่ชาวบ้านทุ่งนางหลอก  เป็นยิ่งนักสู่วัดโคกเขมา

                หลังจากออกจากวัดทุ่งนางหลอก   องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ   จึงออกธุดงค์มุ่งสู่สมถะวิเวกอีกครั้งยาวนานร่วม 2 ปี   โดยใช้เส้นทางวึ่งเป็นป่าดงดิบรกชัฏตามกาลสมัย  

                ระหว่างทางองค์ท่านแวะพักที่วัดโคกเขมา ต.แหลมบัว  อ.นครชัยศรี  จ.นครปฐม   ซึ่งก็ตรงกับจังหวะที่วัดโคกเขมา  ไม่มีเจ้าอาวาสพอดิบพอดี วัดโคกเขมา นับว่าไกลปืนเที่ยงอยู่เหมือนกัน  กันดารอยู่กลางป่า  การเดินทางไปมาแสนลำบาก

                เมื่อชาวบ้านทราบว่ามีพระธุดงค์เข้ามาพักที่วัดและทราบต่อมาทราบว่าเป็นศิษย์ของหลวงปู่หิ่ม  อินทฺโชโต ชาวบ้านจึงพากันนิมนต์องค์หลวงพ่อเปิ่น  ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา    หลวงพ่อเปิ่นจึงต้องรับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมามาตั้งแต่กาลนั้นคณะสงฆ์ในตำบลแหลมบัว  ออกประกาศและแต่งตั้งให้หลวงพ่อเปิ่น  ฐิตคุโณ   เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมาสืบไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2509

                เมื่อเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโคกเขมาองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  จึงได้เริ่มพัฒนาวัด ก่อสร้างเสนาสนะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ  ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว  ทุกอย่างเกิดจากศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นในเวลานั้น และที่วัดโคกเขมานี่เอง   องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นท่านได้สร้างพระเครื่องเป็นครั้งแรก

                ปัจจุบันพระเครื่องรุ่นนี้ของวัดโคกเขมา   หาเป็นสิ่งยากเพราะเป็นพระเครื่องที่มีประสบการณ์   สร้างอภินิหารให้ผู้ที่ครอบครองได้ประจักษ์   หลังจากรุ่นรูปหล่อเนื้อทองแดงของท่านแล้ว   พระเครื่องและวัตถุมงคลต่าง ๆ  จากวัดโคกเขมาจึงออกมาเพื่อให้ศิษย์และประชาชนได้เช่าหาบูชากัน   เพื่อนำเงินบำรุงพัฒนาวัดโคกเขมาทั้งหมด

                ที่วัดโคกเขมาองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นออกพระเครื่องทั้งเนื้อผง (สมเด็จ)  ทั้งรูปหล่อ  ทั้งเหรียญพระบูชา(พระสังกัจจายน์)  ซึ่งชมได้จากภาพที่ได้จัดเรียงไว้อย่างครบครันในประมวลภาพพระเครื่องของวัดโคกเขมา(เล่มที่1)

                ทุกชิ้นทุกอย่างทุกองค์ในเวลานั้นดูมีค่ามากสำหรับชาวบ้านที่รับไป   นั่นหนึ่งละที่เป็นเหตุให้ชื่อองค์ท่านหลวงพ่อขจรไกลไปทั่วแคว้น   ทุกอย่างเกิดจากประสบการณ์ของผู้ใช้ทั้งสิ้น  จึงไม่แปลกเลยทีช่วงนั้น ณ กุฎิท่านวัดโคกเขมา  ซึ่งมีพร้อมทั้งทางด้านไสยศาสตร์

                ทั้งทางด้านปฏิบัติธรรม  ถือเคร่งในวัตรปฏิบัติจนเป็นที่เลื่อมสนแก่ผู้ที่มากราบไหว้พบเห็น ชนทุกเหล่าทุกนามที่ทราบข่าวต่างเข้ามากราบไหว้กันจนกุฎิไม่แห้ง ที่กล่าวขานกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น  จวบปัจจุบันตั้งแต่วัดโคกเขมาเป็นต้นมานั่นคือ

 

" การสักยันต์ "

                แน่ละหากกล่าวถึงหลวงพ่อเปิ่นในหมู่ของชายฉกรรจ์ตั้งแต่อดีตมาหากเป็นสมัยท่านแล้วละก็  ต้องยกนิ้วให้องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ในเรื่องของไสยศาสตร์เวทมนต์คาถาที่ส่งลงสู่ร่างของชายชาตินักสู้ในรูปแบบขององค์ท่านเองทุกอย่างสมบูรณ์เพียบพร้อมถึงขนาดมีข่าวคราวกระพือโหมไปทั่วว่า

                แม้สิ้นชีพไปแล้ว  มีดผ่าตัดยังไม่สามารถเฉือนเนื้อลงได้เลยคงทราบกันดีแล้วนะครับในข่าวนี้  องค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นในสมัยที่องค์ท่านยังมิได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครู ฯ  องค์ท่านลงมือสักลงอักขระเวทด้วยองค์ท่านเอง  มาภายหลังที่ท่านประสิทธิ์ประสาทให้แก่ศิษย์เป็นผู้สักแทน  องค์หลวงพ่อเพียงทำพิธีครอบให้เท่านั้น

                เรื่องการสักขององค์ท่านหลวงพ่อเปิ่นกล่าวกันเพียงบทสรุปองค์ท่านหลวงพ่อเปิ่น  ท่านจะชอบ  " เสือ " ด้วยเหตุผลที่องค์หลวงพ่อบอกเพียงสั้นแก่สานุศิษย์ว่าเสือเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ  เพียงเสียงคำรามสัตว์ทั้งหลายก็สงบเงียบ  กลิ่นของเสือสัตว์ทั้งหลายเมื่อสัมผัสจะยอมในทันทีหลีกทันก็ต้องหลีกจัดอยู่ในมหาอำนาจ

                เสือรูปร่างสง่างาม  เต็มไปด้วยอำนาจบารมีจัดอยู่ในมหานิยม ในช่วงปี  ๒๕๑๔  หลวงพ่อเปิ่นได้รับสมณศักดิ์เป็นพระใบฎีกา  ฐานานุกรมในพระอุดมสารโสภณ

                เป็นช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเขมา  อันเป็นเวลาที่วัดโคกเขมาเจริญรุดหน้าขึ้นอย่างสูงสุดในส่วนของวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อหลวงปู่หิ่ม อินฺทโชโต มรณภาพลงและหลวงพ่อเปิ่นออกจาริกแสวงธรรม ทางวัดบางพระเงียบเหงาลง ต่อมา"หลวงพ่อทองอยู่ ปทุมรัตน์" พระกรรมวาจาจารย์ของหลวงพ่อเปิ่นได้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่หิ่ม จนมรณภาพลงในปี พ.ศ.๒๕๑๖ เจ้าอาวาสวัดบางพระ จึงว่างลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกัน ไปกราบอาราธนาหลวงพ่อเปิ่นให้กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ซึ่งในตอนแรกหลวงพ่อไม่ยอมมาด้วยสาเหตุว่าไม่มีใครดูแลวัดโคกเขมา ซึ่งเป็นเหมือนกับวัดที่ท่านสร้างขึ้นมาใหม่ ภาระและความรับผิดชอบยังอยู่ที่ท่าน

                ในส่วนของญาติโยมชาวโคกเขมานั้น เคารพรักใหลวงพ่อเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเทียบเสมือนว่าตัวท่านเป็น น้ำทิพชะโลมใจ ท่านเป็นศูนย์รวมพลังศรัทธา เป็นพระนักพัฒนาที่สร้างแต่ความเจริญรุ่งเรือง

                ญาติโยมฝ่ายวัดบางพระ ก็ไม่ได้สิ้นความพยายาม เพียรกราบอาราธนาให้ท่านกลับมาพัฒนาวัดบ้านเกิดของท่านเอง ให้กลับคืนเหมือนเดิม เพราะชาวบ้านทั้งหลายได้ร่วมพิจารณากันแล้วนอกจากท่านแล้วไม่มีใครที่จะทำให้วัดกลับมาเป็นดังเดิมได้ วัดบางพระมีแต่จะทรุดลงไปเรื่อย ๆ ผลที่สุดท่านก็ยอมที่จะมา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องหาพระมาดูแลวัดโคกเขมาให้ได้ก่อน ท่านจึงจะยอมกลับวัดบางพระ

                ในครั้งนั้น กล่าวกันว่าชาววัดโคกเขมา เมื่อทราบว่าหลวงพ่อท่านจะต้องกลับไปพัฒนาวัดบางพระซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน เสียดายก็เสียดายทำอย่างไรได้เมื่อเหตุมันเกิดก็ต้องยอมแต่ยังอุ่นใจอยู่ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นไปกราบปรึกษาหารือท่าน ก็คิดว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีมีประโยชน์ บางทีท่านอาจจะลงมือมาช่วยได้อีก

                ในที่สุดหลวงพ่อ ท่านก็กลับมาพัฒนาวัดบางพระ สมเจตนาของชาวบ้าน นั่นคือการจบชีวิตการธุดงค์ของหลวงพ่อเปิ่น

                ถนนแห่งชายฉกรรจ์ผู้มีเลือดนักสู้ในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือ ผู้ที่ทำงานเสี่ยงกับอันตรายนานาประการ ต่างก็มุ่งตรงยังวัดบางพระ เพื่อนำวัตถุมงคลที่หลวงพ่อประสิทธิ์ประสาทไว้กับตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง เท่ากับเป็นการนำพาความเจริญทั้งหลายมาสู่ถิ่นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

                หลวงพ่อเข้ารับภาระในวัดบางพระเวลานั้น นับเนื่องแล้วเป็นการพัฒนาที่หนักเอาการ ก่อนอื่นจัดระเบียบของวัดให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน ได้แก่การจัดเขตพุทธาวาส และสังฆาวาสให้อยู่เป็นสัดส่วน เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานั่น เขตพุทธาวาสและสังฆาวาสยังคละเคล้าปะปนกันอยู่ ไม่เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้มาพบเห็น

                หลังจากได้วางโครงการเรียบร้อยแล้ว ให้เอาเขตสังฆาวาสทั้งหมดไปรวมอยู่ทางด้านหลัง ส่วนข้างหน้าให้เป็นเขตพุทธาวาสได้แก่โบสถ์ ศาลาการเปรียญ มณฑปพระพุทธบาท มณฑปบูรพาจารย์ ฯลฯ เป็นต้น

                ในวันที่   ๒๕  เดือน  สิงหาคม  พ.ศ.๒๕๑๘    อาศัยอำนาจตามความในข้อ   ๒๓    แห่งกฎมหาเถรสมาคม   ฉบับที่ ๕ (พ.ศ.๒๕๐๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ จึงแต่งตั้งให้ พระใบฎีกาเปิ่น ฉายา ฐิตคุโณ อายุ ๕๓ พรรษา ๒๗ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีหน้าที่และอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยมี เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ประทับตราประจำตำแหน่ง

                หลังจากได้วางโครงการแยกแยะส่วนต่างๆ แล้ว หลวงพ่อได้ย้ายและสร้างกุฏิสงฆ์ เพื่อให้พอกับพระที่อยู่จำพรรษา และพัฒนาวัดมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการพัฒนาวัด และพร้อมด้วยจริยาวัตรอันงดงาม ปลูกศรัทธาปสาทะของผู้พบเห็น บำเพ็ญในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างสูง และด้วยการที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ทางคณะสงฆ์และทางราชการเห็นความสำคัญ จึงได้ประกาศเกียรติคุณความดีให้ปรากฏเป็นอนุสรณ์ตลอดมา

ในวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ ให้พระฎีกาเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็น "พระครูฐาปนกิจสุนทร"

                ช่วงนี้นี้เองที่วัดมีการออกพระเครื่องและวัตถุมงคล เพื่อทดแทนในน้ำใจแห่งศรัทธาที่ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านได้ร่วมกันในการพัฒนาวัดบางพระนั่นเองฯ

                ในวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลวงพ่อท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณะศักดิ์จาก พระครูฐาปนกิจสุนทร เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เป็น "พระอุดมประชานาถ"

ด้วยการพัฒนาวัดและชุมชนมาโดยตลอด ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย ถวายปริญญาบัตร พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ ณ วันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ แก่องค์หลวงพ่อ แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อได้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นพระสงฆ์ของประชาชนโดยแท้ ท่านไม่ทิ้งธุระทางการศึกษา พัฒนาสาธารณะประโยชน์เกี่ยวกับการศึกษาไว้มากเพื่อเป็นแนวทางแก่พระภิกษุ - สามเณรในพระพุทธศาสนา

                หลวงพ่อท่านได้มองถึงประโยชน์ของการศึกษาถึงวัฒนธรรมความเจริญของท้องถิ่นแห่งนี้เมื่อสมัยก่อน ในการที่จะพัฒนาบุคคลให้มีความรู้คู่คุณธรรมและมีจิตสำนึกรักภูมิลำเนาของตนโดยที่ท่านได้วางการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ตั้งใจจะสร้างไว้นานแล้ว เพื่อเป็นที่รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน และของเก่าแก่ของแถบลุ่มน้ำนครชัยศรี บริเวณตำบลบางแก้วฟ้านี้ ที่เมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งที่มีการติดต่อค้าขายกัน มีชาวบ้านอยู่มากมาย เป็นแหล่งรวมสรพวิชาความรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ ซึ่งสามารถดูได้จากโบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนปลาย เรือสำเภาโบราณที่มีเจดีย์เล็ก ๆ บนเรือนั้น ส่วนวิชาความรู้ต่าง ๆ ในสายพระเวทคาถา ท่านเองได้ศึกษามามากจากหลวงปู่หิ่ม (พระอุปัชฌาย์) หลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่อแดงวัดทุ่งคอก หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน เป็นต้น และออกฝึกปฏิบัติทางจิตตามแนวทางในพระพุทธศาสนาเพื่อให้รู้ถึงสภาวธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของตน โดยปฏิบัติธุดงควัตรในสถานที่ต่าง ๆ ท่านเองเป็นตัวอย่างของพระนักศึกษาทั้งทางรูปธรรม และนามธรรมอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสามารถนำวิชาความรู้ต่าง ๆ มาช่วยเหลือชี้นำแนวทางและพัฒนาจิตใจแก่พุทธศาสนิกชนได้ หลวงพ่อเองเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตาต่อผู้ที่มาหาท่าน รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณวัดบางพระ

                หลวงพ่อได้ฝากปริศนาธรรมต่างๆ โดยการปฏิบัติ และสร้างสิ่งต่างๆ ให้เห็นทั้งรูปธรรม - นามธรรม หลายต่อหลายอย่างซึ่งปรากฏแก่ผู้ที่ใกล้ชิดท่าน อันพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งได้ระลึกเสมอว่าสังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาได้ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ตามพระวาจาที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ครั้งสุดท้าย หลวงพ่อมีศีล และจริยวัตรอันงดงาม ในขณะที่ธาตุสี่ ขันธ์ห้ายังประชุมอยู่ ถือได้ว่าเป็นพระแท้ที่หาได้ยากในยุคนี้

                ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เวลา ๑๐.๕๕ น. ณ โรงพยาบาลศิริราช หลวงพ่อได้ละสังขารด้วยอายุ ๗๙ ปี ๕๔ พรรษา ยังความอาลัย เศร้าโศก เสียใจแก่ปุถุชนจิต แต่ได้แสดงให้เห็นถึงมรณัสสติแก่ศิษยานุศิษย์ คุณงามความดีที่ท่านได้กระทำไว้ในพระพุทธศาสนามากมาย จะเป็นตำนานแห่งแผ่นดินไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เป็นเครื่องเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนได้รู้จักและปฏิบัติสืบสานกันต่อไป.


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : www.pra-amulet.com  
ผู้ลงบทความ : อนุรักษ์พระไทย  
 
 
By อนุรักษ์พระไทย.
Copyright 2003-2009 Weloveshopping.com All rights reserved.