อนุรักษ์พระไทย [Powered by Weloveshopping.com.com]
  http://www.pra-amulet.com  
     
  ค้นหา :
   Live Support    Calculator  แจ้งการชำระเงิน    รถเข็น:0  
สถิติของร้าน
เปิดร้าน
07/02/2009
ปรับปรุง
18/06/2017
ผู้ชมทั้งหมด 1,098,857
สินค้าทั้งหมด
1,493

 
หมวดหมู่สินค้า
สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
ประมูลสินค้า
ดัชนีราคาสินค้า
ดูสินค้าทั้งหมด

พระขุนแผน (64)
หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่ (111)
ครูบากฤษณะ อินฺทวณฺโณ อาศรมสถานสวนพฤษศาสตร์ (143)
หลวงปู่เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว (43)
หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ วัดเพชรบุรี (161)
หลวงปู่คีย์ กิติญาโณ วัดศรีลำยอง (365)
หลวงปู่อั๊บ เขมจาโร วัดท้องไทร (60)
หลวงพ่อเมียน กลฺยาโณ วัดบ้านจะเนียง (57)
หลวงปู่ฤทธิ์ รตุนโชโต วัดชลประทานราชดำริ (46)
หลวงปู่เหลือ ปาลิโต วัดท่าไม้เหนือ (25)
หลวงพ่อไสว หิริสัมปันโน วัดปราสาทพนมรุ้ง (37)
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี จ.บุรีรัมย์  (15)
หลวงพ่อแสง ขนุติสาโร (12)
พระเครื่องรวม (9)
พระบูชา (122)
พระพิฆเนศวร (พระพิฆเฌศวร) (183)
พระเครื่องแนะนำ  (27)
บทความ
ประวัติพระพุทธรูปไทย
ประวัติพระสงฆ์ไทย
พระพุทธรูปไทยตามสมัย
ประวัติหลวงปู่หงษ์
ประวิติหลวงปู่ฤทธิ์
ประวิติหลวงปู่เหลือ
ประวัติหลวงปู่ชื่น
พระพิฆเนศวร
     บทความน่าสนใจ
  อัตชีวประวัติ หลวงปู่เหลือ ปาลิโต
   รายละเอียด  

อัตชีวประวัติ หลวงปู่เหลือ ปาลิโต วัดท่าไม้เหนือ จ.อุตรดิตถ์

หลวงปู่เหลือ ปาลิโต วัดท่าไม้เหนือ ต.บ้านหม้อ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ พระเกจิอาจารย์อาคมขลังแห่ง จ.อุตรดิตถ์ วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยมจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ผู้นำไปใช้บูชามีประสบการณ์มากมาย

หลวงปู่เหลือ วัดท่าไม้เหนือ จ.อุตรดิตถ์ ชาวบ้านแถวนั้นต่างขนานนามท่านว่า "จอมขลังมหาเวทย์เมืองลับแล" ท่านแก่กล้าวิชาอาคมมาก จากไปเมื่อ อายุ 93 ปี 72 พรรษา

ปู่เหลือเสร็จจากงานพัฒนาถ้ำ ก็ให้ลูกหลานนั่งล้อมวงฟังหลวงปู่ เล่าถึงความหลังเก่า ๆ หลวงปู่ท่านเล่าว่า ........
                "........... สมัยที่กูนอนหลับสนิท มันคงจะเป็นการหลับที่ยาวนานพอสมควร ยางนานขนาดเปลี่ยนแปลงรัชสมัย เปลี่ยนแปลงอายุขัยของสรรพสัตว์ มารู้สึกตัวก็ตอนที่มีคนมาปลุก ท่านผู้นิรทุกข์อย่ามัวแต่เอาแต่หลับไหลไม่ไหวติง สัตว์ทั้งหลายกำลังรับทุกขเวทนา กูก็ตื่นขึ้นมาแล้วมองหาว่าจะไปอยู่ที่ใหนดีหว่า แต่กูก็บอกกับตัวเองว่ากูเกิดมาเยอะแล้ว อยากจะเปลี่ยนเป็นขี้ข้ากะเขาบ้าง
มีครอบครัวหนึ่งอาศัยใต้ถุนบ้านเขาอยู่ ต้องเลี้ยงดูคนตั้งเยอะแยะ มีผู้หญิงคนหนึ่งทำหน้าที่เลี้ยงดูคนเหล่านี้ ตอนนั้นเขามีลูกสามคน ผู้ชายคนเล็กเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด สงสาร ทำยังไงจึงจะช่วยเขาได้ ครอบครัวสกุลนี้มันไม่สามารถจะมีพลังไปช่วยเหลืออะไรกับใครเขาได้มากนัก แต่ก็เตือนตัวเองว่า ภูเขาทั้งลูกมันเกิดจากฝุ่นละอองและผงธุลี เพราะฉะนั้นขอเพียงมีความหวัง ขอเพียงมีความอดทน จริงใจ และจริงจัง ต่อสู้ฝ่าฟัน สักวันหนึ่งเราต้องเดินนำหน้าคนทั้งหลายได้แน่ ถามว่าตอนนั้นเชื่อมั่นในอำนาจของตัวเองมั๊ย ไม่ได้รู้สึกเชื่อมั่นเลย เพราะรู้ดีว่ามหาสัตว์ผู้ถือกำเนิดใหม่ไม่ได้มีอำนาจอะไรพิเศษกว่าสามัญชน ตัดสินใจเอาละวะ เมื่อเด็กคนนี้มันจะต้องตายอีกสองวันข้างหน้า ลองมาทำให้มันไม่ตายดูบ้าง และมันก็คือเราเราก็คือมันดู
             พอคิดได้ดังนั้นก็เลยตื่นชั่วคราว ตอนนั้นร่างกายนี้มันบวมอืดหมดแล้ว ผิวหนังเป็นตุ่มแดงๆ มีสิ่งหนึ่งที่ติดตัวกูมาตอนนั้นคือสติกับอำนาจพิเศษบางอย่างในบางเรื่องถ้าจำเป็น ตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งย่าโดนงูกัด ที่บ้านไม่มีสตางค์ซิ้อยา ไม่มีปัญญาจะฉีดยา ไม่มีวิธีที่จะรักษา ความที่เราเป็นเด็กวิ่งหายาใบไม้ใบหญ้าอะไรเคี้ยวๆ แล้วก็ไปพ่นดูดพิษออก แล้วก็นอนร้องไห้อยู่ที่ปลายตีนย่า ด้วยความรู้สึกสงสารอยากช่วยน้ำตามันก็ไหลไปโดนพิษงู มันก็ประหลาดย่าก็หายรุ่งเช้าตีนหายบวม  
              เล่าย้อนกลับมาใหม่ ร่างนี้มันแย่แล้วการจะเอาชนะมัจจุราช มันน่าจะเป็นเรื่องยากที่สุด แต่นั่นมันมัจจุราชที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ บอกกับตัวเราเองว่าเราไม่ใช่มนุษย์นี่หว่า มัจจุราชมันไม่มีอานาจเหนือเรา ตอนนั้นมันเป็นอะไรไม่รู้ มันเป็นพลัง เป็นวิญาณรึเปล่า ไม่ใช่เป็นกายที่ไม่มีกาย ตัดสินใจที่จะอยู่ร่างนี้ก็ต้องซ่อมแซมบ้านเก่าที่มันผุและชำรุด ทำทุกอย่างเท่าที่เด็กอายุไม่ถึงเจ็ดขวบพึงทำได้
              จำได้ว่าตอนที่ร่างกายแย่สุดๆ ญาติๆ เขาพาไปอยู่ระยอง อำเภอบ้านค่าย มีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งชุดดำๆ เหมือนแม่มดผมยาวปะบ่า รุ่มร่าม อายุซักสี่สิบถึงห้าสิบเคี้ยวหมากฟันดำ แกหาว่าไอ้เด็กคนนี้ถูกผีเข้าท้อง แกสั่งให้คนในบ้านหาของที่เคาะแล้วดัง เช่น ขัน กะทะ หม้อ ไห มาเคาะไล่ผี มีเครื่องเซ่น ตามแต่จะหาได้ แกเอาไข่ต้มกับมะนาวมาผ่าบนท้องแกบอกว่าแล้วท้องจะยุบ แต่ก็เห็นท้องมันยังใสอยู่อย่างนั้นแหละ

              ทีนี้คนในบ้านก็ต้องออกไปทำมาหากิน ปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียว มีพระธุดงค์สามองค์ไม่รู้มาจากใหนเข้ามาหาขอน้ำกิน เราก็ค่อย ๆ คลานไปตักน้ำให้ท่าน ทั้งสามองค์มีอาการแตกต่างกัน

องค์หนึ่งสูง องค์หนึ่งเตี้ย องค์หนึ่งท้วม หนึ่งในสามองค์มีองค์หนึ่งตาบอด
              พอพระฉันน้ำเสร็จแล้วก็ถามว่า หนูเป็นอะไร บอกผมก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร หลังจากมาอยู่กับไอ้เด็กคนนี้แล้ว มันไม่มีอำนาจอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นอะไร พระทั้งสามก็มาจับชีพจรมั่ง แหกลูกตาดูบ้าง ให้แลบลิ้นดู มีอยู่องค์หนึ่งเอาเข็มมาจิ้ม ตอนนั้นไข้ขึ้นตัวร้อนมาก เขาจัดการเอาเข็มมาจิ้ม

ที่ปลายนิ้วทั้งสิบ เลือดพุ่งออกมาเป็นสีดำๆ ตอนจิ้มมันไม่รู้สึกอะไร เหมือนกับหมดสติมันหลับๆ ตื่นๆ เพ้อๆ จำได้ว่าหลังจากที่แกจิ้มแล้วเนี่ยเลือดไหลไข้มันลด แล้วแกก็จับพยุงขึ้นมาเอาน้ำกรอกปาก แล้วก็จี้จุดที่กลางหลัง ให้หายใจลึกๆ ยาวๆ นิ่มนวล ผ่อนคลาย เอ้ชักดีทำอย่างนี้สักพักใหญ่ อะไรๆ ในกายมันก็ดีขึ้น เยี่ยวสะดวก ไอ บวมๆ ปูดๆ ก็หายหมด ผื่นยุบลงทันตาเห็น
              ท่านก็เมตตานะปักกลดไม่ไกลบ้านนัก บ้านมันติดลำธารแกก็ไปปักเหนือลำธาร ก่อนจะเจอพระสามองค์นี่ ย่าจะเอาขี้ไก่ใส่สีน้ำตาลไปเผาไฟ เอามาบดใส่น้ำปูนใสกรอกปากเป็นประจำ  หมอผีมันบอกให้กิน ไม่ได้ดีขึ้นหรอกแต่พระท่านเมตตา พวกในบ้านไม่รู้หรอกว่าพระมา พระบอกว่าอย่าไปบอกใครนะ พอคนในบ้านออกไปขุดเผือกขุดมันหมดแล้ว ท่านก็จะออกมาหา พอกล้วยข้างในบ้านสุกก็ตัดไปถวายทพระบ้าง แกสอนให้เดินลม ก่อนหน้านั้นหลังจากเอาน้ำให้แกกิน แกดูอาการเสร็จแล้ว แกจะล้วงลงไปในย่าม องค์ตาบอดจะเอาลูกแก้วกลมออกมา องค์สูงๆ จะงัดออกมาลูกหนึ่งเป็นลูกแปดเหลี่ยม เมื่อเห็นเนี่ยจะเป็นแสงรัศมีใสสุกสกาวเหมือนอย่างกับเพชรลูก เขาถาม
ว่าจะเลือกใคร เราก็เลือกลูกเหลี่ยม เขาก็เลยบอกว่า เอาอย่างนั้นมีสิทธิ์รักษาหาย ว่าแล้วก็เริ่มทำการรักษาด้วยวิธีของเขา จี้จุดบ้าง สอนให้เดินลมบ้างรู้สึกดี ทางบ้านคิดว่าหลวงปู่กินขี้ไก่แล้วหายทีนี้เลยให้กินใหญ่ เช้า กลางวัน เย็น ไม่มีใครรู้ว่าพระมาช่วยรักษา กินขี้ไก่ยังไม่พอยังเอาอะไรมาสุมหัวอีก

หมอผีคุยขโมงโฉงเฉงเห็นมั๊ยเนี่ย ข้าผ่าท้อง ผีมันออกหมดแล้วเราก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเรารับปากว่าจะไม่บอก
              อาทิตย์ที่สองก็เดินเหินได้ เอากล้วยไปถวายแกที่ต้นลำธาร แกก็อุ้มพากระโดดหินก้อนนั้นไปหินก้อนนั้น มาหินก้อนโน้น ใหม่ๆ ก็ตกบ้าง ถลอกปอกเปิกบ้าง แตกบ้างอะไรไม่รู้สารพัด พอเข้าสัปดาห์ที่๔ ที่ ๕.... เดินบนหิน ก้าวอย่างกับปุยนุ่น เดินเรื่อยเปื่อยไปได้ไวไข้และความป่วยในกายมันก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง อย่างกับไม่มีอาการแผลเป็นต่างๆ ก็หมดไป
              ช่วงที่เลือกลูกแก้วแปดเหลี่ยมชีวิตตัวเองก็เริ่มเข้าใจอะไรได้เยอะขึ้น เริ่มรู้จักการจัดระเบียบ อะไรๆ ได้มากขึ้นเริ่มมีสำนึกในการที่จะรับผิดชอบสิ่งทีอยู่รอบๆ ตัวได้มากขึ้น

             พอตัวเองหายข่าวร้ายก็เกิดขึ้นพี่สาวของบ้านคนเดียวป่วย ความที่แกดูแลเรา รักษาเราคอยเอาใจใส่เราชื่อตุ๊กตา หน้าตาสวยใจดีรักพี่น้องทุกคน จำได้ว่าข้าวในบ้านเหลือนิดเดียวแกจะเอามาต้มแล้วก็ให้เรากินก่อน ส่วนแกก็ไปหามันที่รับจ้างขุดเอามาเผากิน เสื้อผ้าในบ้านหายากแกก็จะสละส่วนของแก เอามาให้เราได้นุ่งได้ห่ม สมัยนั้นไม่มีข้าวสวยกินทุกวันมีแต่ข้าวต้ม จะเอื้ออาทรต่อทุกคน แกไม่ได้เลี้ยงคนในบ้านอย่างเดียว แกยังไปเลี้ยงเด็กข้างๆ บ้านด้วย ช่วยเหลือเขา คนแก่เฒ่าที่มาอยู่อาศัย แกเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวดูแลรักษาให้ทำตัวเหมือนทาส เหมือนคนใช้ในบ้าน แต่ถึงเวลาแกป่วยไม่มีใครช่วยอะไรแกได้ แกไม่บอกใครว่าแกป่วย แกเห็นย่าลำบากแกก็ไปช่วยย่าแบกมัน เสร็จแล้วแกก็ช็อค ย่ารู้อีกทีก็ตัวร้อนมาก พอกลับบ้านอยู่ได้สักวันหนึ่งแกก็ตาย หมอประจำหมู่บ้านบอกว่ามาเลเรียขึ้นสมอง
             ตอนที่แกตายทั้งบ้านมีเงินไม่ถึงห้าสิบสตางค์ ย่าก็เอาผ้าห่มของแกห่อตัว จำได้ว่าตอนที่แกตายอายุเพิ่งจะ ๑๕ หรือ ๑๖ ห่อตัวแล้ว ชาวบ้านผู้ชายมาช่วยกันขุดหลุมลึกๆ แล้วฝัง ตอนนั้นไม่รู้ว่าพระสามองค์นั้นไปใหนแล้ว จำได้ว่าพอตัวเองหายป่วยแล้วมันเหมือนกับโชคชะตาที่พัดพาให้ตัวเองขาดที่พึ่ง เราก็เลยต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น ถ้าแกยังอยู่คงไม่มีกูวันนี้แน่เพราะแกจะทำทุกอย่างที่อยู่ในบ้าน อาบน้ำน้อง ซักผ้า กวาด เช็ดถู ทำความสะอาด หุงต้ม ผัดข้าว ดูแลปูที่นอนให้แม่ ล้างขี้ ล้างเยี่ยว คนป่วยที่มาอาศัยอยู่ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคน พอแกตายเราก็เลยต้องทำ เพราะถือว่าเป็นคนเล็กในบ้าน แต่ก็มีปัญญาทำได้
             ส่วนคนโตเป็นผู้ชายมันเกเรไปอยู่กับเสือกับสิงห์ ไม่กลับบ้านเป็นอันว่าทั้งบ้านมีแต่กูกะย่า สุดท้ายก็เลยเสียใจที่ลูกสาวคนเดียวต้องตาย สังเกตุแกจะไปนั่งร้องไห้ตรงหลุมศพลูกสาวเป็นประจำ แกไมค่อยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น
             หลังจากพี่สาวตายไป ๒ เดือน แกไปหารถเดินทางกลับมาอยู่กรุงเทพ หนทางแสนจะลำบากกว่าจะถึงที่หมาย กูเมารถแทบตาย กลับมาอยู่ใต้ถุนบ้านทรงไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของแก แต่ก็ขายให้เพื่อนเพราะสังคมรอบข้างรังเกียจที่แกรับเลี้ยงคนที่เป็นโรคเรื้อน แกจึงขายบ้านแล้วไปอยู่ระยอง สุดท้ายต้องซมซานกลับมาอาศัย ใต้ถุนบ้านเขาอีก กูเมารถเลยมานอนใต้ถุนบ้านนี้ไม่ไหวติงสิ้นสติไปสามวันสามคืน ขนาดอาศัยอยู่ใต้ถุนเขายังเลี้ยงตาแป๊ะยายซิ้มตั้งสี่ชีวิต กูได้เรียนตีขิมกับอาแปะนี่แหละ อยู่ใต้ถุนบ้านเขาแน่นอนความสุขมันไม่มี เจ้าของบ้านมีแม่แก่ ๆ เป็นคนขี้เมา พ่อแม่เจ้าของบ้านเข้าโรงฝิ่น กินเหล้า ตีไก่ กัดปลา เป็นคนไม่มีศีลธรรมสักเท่าไหร่ วันดีคืนดีมันก็ด่าเอา บางทีก็ตำหมากเสียงดัง บางทีก็เยี่ยวใส่ ย่าไม่พูดอะไรเลย ยิ้มรับสถานการณ์ลูกเดียว
             ตอนนั้นย่ากลับมาก็ไปรับจ้างเขาทำงานที่ท่าเรือ หลวงปู่ก็หาผักบุ้งบ้าง ปูบ้าง คนแก่ในบ้านก็ไปหาหอย แต่กูไม่เคยหาได้ซักตัว เคยยิงนก แต่ยิงไม่โดนหรอก นกมันตกใจบินไปชนต้นไม้

ตกน้ำเอง นั่งร้องไห้อยู่นั่นแหละกลัวนกจมน้ำตายจนคนต้องเอามันขึ้น ไม่ได้กินหรอกพอไกล้วันตรุษสงกรานต์พวกเราจะทำงานหนัก พับถุงขายยันตีหนึ่งเอาไปแลกข้าวแลกกับ อาหารยอดโปรดคือหัวปลาเค็ม เต้าหู้ยี้ กินมันทั้งปี กินผักบุ้งผัดเต้าหู้ยี้ ตากูถึงได้ใสไง ย่าชอบกินปลาทูส่วนกูชอบกินปลาโอเพราะมันถูก สมัยก่อนปลาทูมันแพงปลาแดงมันถูก ปลาโอก็ถูก แล้วก็กินปลาโอไม่ได้ กินแล้วมันจะคันยุบยิบ อาหารทะเลเป็นอาหารกระจอกที่สุดของคนยุคก่อน ปลาน้ำจืดเป็นของแพงที่สุด
              ครั้งหนึ่งย่าสั่งว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันสงกรานต์ แม่จะไปหามะพร้าวมาแกงเป็ด เป็ดที่เลี้ยงไว้ในเล้าเดี๋ยวให้จัดการด้วยนะ เราก็เข้าใจล่ะว่าต้องทำอย่างไร เขาต้องแกงเป็ดแจกชาวบ้าน ใส่บาตรด้วย ไปตัดไม้ไผ่มาเหลาธนู หมดเวลาไปเกือบครึ่งวัน พอได้ธนูมาแล้วก็ไล่ยิงเป็ด ไอ้ธนูรึก็ไม่แหลม เป็ดก็ขนหนา ยิงเท่าไรมันก็ไม่ตาย หกโมงแล้วยังไม่ได้เป็ด ย่ากลับมาเตรียมเครื่องมาพร้อม ถามใหนเป็ด วันนั้นไม่ได้กินเป็ดไม่มีปัญญา เขาก็เลยต้องไปวานน้าชายให้จัดการเป็ดได้เราพอเห็นเขาเชือดคอเป็ด เลิอดพุ่ง นั่งกอดเข่าซึม เป็ดเราเลี้ยงมาแต่เล็ก มาตายซะแล้ว
             ถึงวันสงกรานต์มีกล้วยแจกกล้วย มีอ้อยแจกอ้อย หลวงปู่ชอบที่บ้านถึงแม้จะอดอยากอย่างไรแต่ถ้าถึงวันนักขัตฤกษ์สำคัญเราชอบที่จะให้กัน นั่นคือสังคมคนไทยยุคโบราณ เขาจะให้กัน ถ้าเรารับของเขาแล้วเราไม่ให้บ้าง มันก็จะกลายเป็นความน่าเกลียดแต่หลวงปู่ไม่ค่อยชอบให้คนไทยหรอก มันขี้เหนียวเพราะว่าเวลาเอากล้วยไปให้มัน มันก็ให้อ้อยเรา มันเสียเวลาเคี้ยวแต่ก็ให้ เจ๊กนี่มันให้ไก่เรามันไม่ต้องเสียเวาลาเคี้ยว เคี้ยวแล้วมันกลืน อ้อยนี่เคี้ยวแล้วกลืนไม่ได้กินแต่น้ำเสียกำลังก็เลยไม่ให้คนไทย ส่วนใหญ่แล้วย่าเขาจะเป็นคนไปให้บ้านคนไทยแต่กูจะไปให้บ้านเจ๊กถ้าเจ๊กมันรู้ว่าหลวงปู่เอาไปให้มันก็จะชอบ เพราะมันรู้ว่าเราเลี้ยงเจ๊ก เราเอากล้วยไปให้เขา เขาก็จะให้ไก่เรามา กะมาตัวหนึ่ง
             ช่วงนั้นอนาถาลำบากแต่ก็มีความสุขอยู่กันระหว่างแม่ๆ ลูกๆ มันมาแย่เอาตอนที่ถึงเกณฑ์จะเข้าโรงเรียนเนี่ย ย่าก็จะพาไปสมัครเรียนโรงเรียนวัด ไม่มีปัญญาจะไปซื้อหนังสือ เผอิญตาแป๊ะที่ย่าเลี้ยงไว้ลูกแกรู้เข้าก็มารับแกกลับแล้วให้ทองไว้ ย่าเอาทองไปขายเอาตังไปซ้อหนังสือ เสื้อผ้าก็ยังไม่มี รองเท้าก็ใส่ไม่เป็น ไอ้ที่แย่กว่าใส่รองเท้าไม่เป็นก็ตรงที่นั่งรถไม่เป็น นั่งรถไม่ได้มันอ๊วก
                สมัยก่อนรถเมล์นายเลิศไอ้ชนิดเหล็กทิ่มหน้าแล้วก็หมุนๆ สุดท้ายก็ต้องเดินเอา เรียนวัดธาตุทอง บ้านอยู่คลองเตย เช้าออกจากบ้าน ตี ๕ ลุกขึ้นมาหุงข้าว หุงปลา แล้วก็ไป มีข้าวให้หุงก็วาสนาบางวันไม่มีข้าวให้หุงก็ต้องไป ไปโรงเรียนก็โดนตีเกือบทุกวัน ไม่ได้มีความคิดที่จะเรียนคิดแต่ว่าเย็นนี้กูจะกินอะไร รวมความแล้วสมองตอนนั้นมีแต่ความรู้สึกว่า มื้อต่อไปกูจะกินอะไร กลับไปนี่
กูจะต้องไปพับถุงอีกกี่ร้อย กว่าจะได้ข้าวมา ๑ ลิตรบางทีเลิกเรียนตอน ๓ โมงเย็น ก็ต้องรีบไปช้อนลูกน้ำ ชีวิตกูนี่บาปที่สุดรู้สึกจะจมกับลูกน้ำ กะยุงเนี่ย ไม่สตางค์นะลูก ป.๑ นี่ยังไม่เห็นสตางค์ ป.๒ ยังไม่เจอสตางค์ ป.๓ เพิ่งจะเห็นสตางค์ วันใหนไม่มีข้าวไปกินโรงเรียนก็หลบเข้าวัด เพราะไอ้ความหยิ่งทรนงไม่ขอเขากิน ไม่บอกใคร ก็ไปนั่งซุกอยู่ตามโบสถ์ ใต้ต้นพิกุลบ้าง ในป่าช้าบ้าง พระมาเจอเข้าเขาก็ถาม บางทีก็โกหกเขาว่ากินแล้วเพราะความอายไม่อยากให้เขามาเดือดร้อนด้วย บางวันไม่ไหว ท่ามันไม่ค่อยดี ก็บอกว่ายังครับ
              เขาก็เรียกไปซักผ้าบ้าง ถูกุฏิบ้าง แต่ไอ้ชนิดเรียกกูไปกินเลย กูไม่กิน กูจะบอกว่ากินแล้วแต่ถ้ามีงานให้กูทำล่ะกูจะกินมันไม่ใช่แย่แค่นั้น แต่ย่าดันไปรับเอาเด็กมาเลี้ยงอีก ก็ที่บ้านแถว ๆ นั้นเนี่ยมันจะมีพวกผู้หญิงหากิน พอมีลูกมันจะมาจ้างให้เลี้ยง ย่าก็ไปรับมาเลี้ยง เลี้ยงแล้วนึกว่าจะได้เงินที่ใหนได้ทุนหายกำไรหด พวกก็หนีหมด ทิ้งเด็กไว้อีก ซวยกูล่ะ ๔ คน ๕ คน โอ้โห มึงเอ๊ย ทีนี้เลี้ยงไปเถอะ คนแก่ก็ตายหมดรุ่นไปแล้วมาเลี้ยงเด็กอีกหนักหนาสาหัส ชีวิตมันลำบากอย่างนี้แหละลูก กว่าจะมาเป็นตัวกูเนี่ย ยังไม่จบ ป. ๓ ด้วยนะ พอแล้วมั๊งเหนื่อยแล้วล่ะ"
               เป็นอย่างไรบ้างล่ะชีวิตของหลวงปู่เหลือ ชีวิตของพระโพธิสัตว์ช่างยากแค้นแสนเข็ญอย่างนี้เชียวหรือ ถ้าเป็นอย่างเราๆ ท่านๆ จะต้องคิดว่าเรื่องอะไรล่ะที่เราจะต้องมานั่งเอื้ออาทรใครต่อใครก็ไม่รู้ ไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย ลำพังเอาตัวให้รอดก็แทบแย่อยู่แล้ว แต่วิถีทางพระโพธิสัตว์จะต้องมีความเตตาอย่างสุดหัวใจอย่างประมาณมิได้ จะมีจิตผิดกับปุถุชนราวฟ้ากับเหว แม้แต่ครอบครัวที่พระโพธิสัตว์จะมาเกิดก็ต้องเป็นครอบครัวที่มีคุณธรรมสูงกว่าสามัญชนทั่วไป วันใดหลวงปู่เหลือเอื้ออาอาทรเล่าเกร็ดชีวิต (ของท่านในภาค ๒ จะนำมาเสนออีก)

ท่านที่สนใจวัตถุมงคล หลวงปู่ฤทธิ์ รตุนโชโต วัดชลประทานราชดำริ จ.บุรีรัมย์ คลิกดูได้ที่ 

www.pra-amulet.com ร้านอนุรักษ์พระไทย

                                                                   


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : www.pra-amulet.com  
ผู้ลงบทความ : นักสะสม  
 
 
By อนุรักษ์พระไทย.
Copyright 2003-2009 Weloveshopping.com All rights reserved.